นอนแก้ผ้าดีอย่างไร เรื่องเด็ดควรรู้

นอนแก้ผ้าดีอย่างไร เรื่องเด็ดควรรู้

1. ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

การศึกษาในปี 2014 พบว่า 57% ของผู้ที่แก้ผ้านอนนั้นมีความสุขกับความสัมพันธ์กับคู่ของตนเอง ซึ่งมากกว่าผู้ที่สวมชุดนอน ถึง 9% เนื่องจากการแก้ผ้านอนนั้นนอกจากจะช่วยส่งเสริมเรื่องบนเตียงแล้วก็ยังทำให้มีความใกล้ชิดมากขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ

2. ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

แปลกใจล่ะสิว่าการนอนแก้ผ้าช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้อย่างไร นั่นก็เป็นเพราะว่าการแก้ผ้านอนนั้นจะช่วยทำให้ร่างกายไม่ร้อนจนเกินไปโดยการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ New York Times เปิดเผยว่าในร่างกายของเรามีไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไขมันสีน้ำตาลอยู่น้อย ซึ่งร่างกายอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมก็ช่วยให้ร่างกายมีไขมันสีน้ำตาล ซึ่งเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกายมากขึ้น และเมื่อร่างกายมีไขมันดีสูง การไวต่อการตอบสนองของอินซูลินก็จะดีขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงโรคเบาหวานลดลงได้ค่ะ

3. ดีต่อสุขภาพผู้หญิง
Dr.Jennifer Landa ได้เปิดเผยว่าอุณหภูมิที่อบอุ่นและเหมาะสมเกินไปอาจจะทำให้เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียภายในบริเวณช่องคลอดเจริญเติบโตมากขึ้นซึ่งอาจส่งผลเสียทำให้เกิดการติดเชื้อได้ แต่การแก้ผ้านอนจะช่วยทำให้ร่างกายและบริเวณช่องคลอดมีอุณหภูมิต่ำลง ช่วยให้เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราต่าง ๆ ไม่สามารถเติบโตได้

4. ช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมการป้องกันตัว

ก่อนที่คนเราจะมาสวมเสื้อผ้านอน คนในสมัยยุคดึกดำบรรพ์ก็เคยนอนโดยไม่ใส่เสื้อผ้ามาก่อน ซึ่งนักประสาทวิทยา Rachel Salas จากสถาบันการนอนหลับ John Hopkin ได้เปิดเผยไว้ในวารสาร Wall Street Journal เมื่อปี 2013 ว่า การแก้ผ้านอนจะช่วยทำให้คนเรามีพฤติกรรมย้อนไปเหมือนกับบรรพบุรุษของเราที่อยู่ในถ้ำ ซึ่งก็คือจะทำให้คนเรารู้สึกระมัดระวังตัวเองมากขึ้นกว่าการนอนโดยสวมเสื้อผ้าแบบในปัจจุบัน

5. สร้างเสริมฮอร์โมนต่อต้านริ้วรอย

คนเรามักคิดว่าการนอนหลับในที่อบอุ่นนั้นดีต่อร่างกาย แต่จริง ๆ แล้วการที่เรานอนหลับในที่ ๆ อุณหภูมิสูงกว่า 21 องศาเซลเซียสนั้นจะส่งผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย รวมทั้งสารเมลาโทนินและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต และทำให้ร่างกายของคุณไม่เกิดการเผาผลาญไขมันในขณะนอนหลับ นอกจากนี้ก็การซ่อมแซมร่างกายในเวลากลางคืนของกระดูกและผิวหนังก็ยังลดลงอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นเพราะเมื่อตื่นนอนขึ้นมา ฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารก็จะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรส่งผลทำให้คุณกินมากขึ้น

6. หลับลึกขึ้นและนานขึ้น

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าอาการนอนไม่หลับก็เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในเรื่องการควบคุมคุณหภูมิในร่างกาย เพราะโดยปกติแล้วร่างกายของเราจะต้องเย็นลงในเวลากลางคืน ซึ่งการที่เราสวมใส่เสื้อผ้าในขณะนอนหลับจะทำให้ร่างกายอบอุ่นจนทำให้เกิดความผิดปกตินั่นเอง ดังนั้นถึงแม้ว่าคุณอยากจะให้ร่างกายอบอุ่นแต่ถ้าอยากจะนอนหลับให้สนิทละก็ลองเปลี่ยนมาแก้ผ้านอนดูเนอะ

7. ลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและไขมันรอบเอว

การนอนหลับท่ามกลางอุณหภูมิที่ต่ำนอกจากจะช่วยทำให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตหลั่งออกมาเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของฮอร์โมนความเครียดได้อีกด้วย ซึ่งดีต่อสุขภาพการนอน ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร ความต้องการทางเพศลดลง แถมยังทำให้คุณอยากบริโภคน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น รวมทั้งอาจนำไปสู่ความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย อันเป็นสาเหตุของการเกิดอาการ PMS ในผู้หญิง ภาวะมีบุตรยาก โรคเกี่ยวกับต่อไทรอยด์หรือแม้แต่ระดับน้ำตาลในเลือดที่ผิดปกติอีกด้วย

8. สร้างเสริมความมั่นใจให้มากขึ้น

การแก้ผ้านอน สามารถทำให้คุณรู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น เพราะเมื่อคุณอยู่ในลักษณะเปลือยกายในขณะที่นอนอยู่ก็จะทำให้คุณรู้สึกเซ็กซี่มากขึ้น และจะตามมาด้วยความรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นนั่นเองค่ะ

9. ช่วยให้ผิวได้หายใจมากขึ้น

การสวมใส่เสื้อผ้าในขณะนอนหลับจะทำให้ผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของคุณไม่สามารถระบายความร้อนได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะบริเวณเท้า การสวมถุงเท้าในขณะนอนหลับอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงโรคผิวหนังมากขึ้นเนื่องจากการอับชื้น ยิ่งถ้าหากเป็นในช่วงฤดูร้อน การสวมใส่เสื้อผ้าเวลานอนหลับไม่เพียงทำให้รู้สึกร้อน แต่ผิวหนังที่ไม่ได้ถูกระบายความร้อนและเหงื่อไคลอาจจะทำให้ผิวเกิดการติดเชื้อจนกลายเป็นโรคผิวหนังได้ค่ะ

10. ทนกับอุณหภูมิที่ร้อนได้มากขึ้น

ฤดูร้อน ถ้าหากบ้านไหนมีเครื่องปรับอากาศก็อาจจะดีหน่อย แต่ถ้าหากบ้านไหนไม่มีละก็ การนอนหลับโดยสวมเสื้อผ้านอนนี่ล่ะจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกร้อนยิ่งกว่าเดิม การที่คุณแก้ผ้านอนจะทำให้คุณรู้สึกสบายตัวมากขึ้นมากเลยเชียวล่ะ และเมื่อคุณสบายตัวแล้วคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่วยลดค่าไฟได้มากเลยเชียว

ยา-อาหาร คู่อริที่ต้องเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย

1. ยาปฏิชีวนะ กับ ผลิตภัณฑ์จากนม

ยาปฏิชีวนะที่อยู่ในกลุ่ม Quinolone เช่น Cipro และ Levaquin จะด้อยประสิทธิภาพลงหากรับประทานกับผลิตภัณพ์จากนมต่าง ๆ โดยแคลเซียมและธาตุเหล็กที่อยู่ในนมจะไปขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมยาดังกล่าว ทำให้การรับประทานยาไม่ได้ผล และส่งผลเสียต่อการรักษาโรคต่าง ๆ

2. ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด กับ ผักกาด

วิตามินเคเป็นสารอาหารที่พบได้มากในผักประเภท คะน้า ผักกาด และบรอกโคลี ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดอย่าง Warfarin และปริมาณของวิตามินเคในร่างกายก็มีผลต่อยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด Wafarin ด้วยเช่นกัน โดยไปหยุดยั้งการทำงานของยาดังกล่าว เพราะฉะนั้นเพื่อให้ยาดังกล่าวสารมารถทำงานได้อย่างดีก็ควรที่จะรับประทานวิตามินเคให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ

3. ยารักษาความดันโลหิต กับ ชะเอม

ชะเอมมีส่วนประกอบของสารกลีซีร์ริซิน (Glycyrrhizin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น แต่หากเรารับประทานชะเอมกับยารักษาความดันโลหิต ซึ่งมีฤทธิ์ไปทำให้ความดันโลหิตลดลง ชะเอมจะทำให้ยารักษาความดันโลหิตเสื่อมประสิทธิภาพลง และยังทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีกจนเป็นอันตรายได้

นอกจากนี้จากนี้ยังมีอาหารบางชนิดอย่างเช่น ทับทิม ที่จะไปเพิ่มประสิทธิภาพของยาลดความดันในกลุ่ม ACE inhibitor มากเกินไป จนทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะได้ ดังนั้นถ้าหากคุณรับประทานยาความดันโลหิตอยู่ละก็ ลองปรึกษาแพทย์เรื่องการรับประทานอาหารด้วย

4. ยาลดไขมัน Statins กับ น้ำเกรปฟรุต

การดื่มน้ำเกรปฟรุตพร้อม ๆ กับการรับประทานยาลดไขมัน Statins จะทำให้ยาไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะในน้ำเกรปฟรุตนั้นมีสารที่จะไปยับยั้งเอนไซม์ที่ร่างกายใช้ในการเผาผลาญยาชนิดนี้ เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาชนิดนี้พร้อมกับน้ำเกรปฟรุต ทางที่ดีรับประทานกับน้ำเปล่าจะดีที่สุด

5. เคมีบำบัด กับ น้ำส้ม

สำหรับผู้ที่กำลังทำการรักษาด้วยเคมีบำบัด เครื่องดื่มที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามก็คือน้ำส้ม เพราะการดื่มน้ำส้มในขณะที่ใช้ยาเคมีบำบัดอาจจะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมยาไปใช้เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ได้ นอกจากนี้น้ำแครนเบอร์รีก็ยังส่งผลเช่นเดียวกับน้ำส้มอีกด้วย ฉะนั้นหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำส้มและน้ำแครนเบอร์รี่ในช่วงการใช้เคมีบำบัดดีกว่า

รู้ประเภท-ปริมาณ หลักกินยาปลอดภัย

รู้ประเภท-ปริมาณ หลักกินยาปลอดภัย

ข้อควรระวัง ยาแก้ปวด-ลดไข้

“การกินพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดไข้เบื้องต้นนั้นถูกต้องแล้ว แต่ปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของประชาชนก็คือ การใช้ยาไม่ถูกขนาด” ผศ.นพ.พิสนธิ์ให้ความรู้ พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า การกินพาราเซตามอลแต่ละครั้ง ไม่ควรได้รับเกิน 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หากหนัก 50 กิโลกรัม ก็ไม่ควรได้รับยาเกิน 750 มิลลิกรัม

“พาราเซตามอล 1 เม็ด มีปริมาณยา 500 มิลลิกรัม หลายคนเกรงว่ากิน 1 เม็ด จะไม่หายปวด ก็เลยเลือกกิน 2 เม็ด นั่นเท่ากับว่า เขาจะได้รับยา 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ค่อนข้างตัวเล็ก หากกินพาราฯ 2 เม็ด ก็ย่อมเป็นปริมาณที่เกินขนาด”

ฉะนั้น เมื่อนำปริมาณและน้ำหนักมาคำนวณดูก็จะพบว่า คนที่กินพาราฯ 2 เม็ดได้ปลอดภัย ไม่มีผลทำร้ายตับ จะต้องมีน้ำหนัก 67 กิโลกรัมขึ้นไป โดยจะต้องรู้ด้วยว่า พาราเซตามอล กินเกิน 8 เม็ดต่อวันไม่ได้

“นอกจากนี้ ปริมาณที่เหมาะสมของการกินพาราเซตามอล สำหรับคนทั่วไปที่ต้องกินต่อเนื่องเพื่อลดไข้ หรือบรรเทาอาการปวด ควรเป็น 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง หากกินเกิน ถามว่าผลเสียมีหรือไม่ ตรงนี้บอกได้ว่าการกินพาราฯ เกิน เป็นพิษต่อตับ การกินเยอะเกินไปติดต่อกันหลายวันอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ตับอักเสบ มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ตาเหลือง ตัวเหลือง เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายมาก ๆ ก็อาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้”

เป็นที่มาของ “โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล” เพื่อแก้ปัญหาการใช้ยา เช่น การเขียนฉลากยาให้ชัดเจน และรัดกุมมากขึ้น

หวัด-ภูมิแพ้ แยกให้ออก

คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องยา อธิบายว่า ผู้ป่วยจะต้องแยกให้ออกระหว่าง การเป็นภูมิแพ้ และการเป็นหวัด เนื่องจาก “ภูมิแพ้” เกิดจากภูมิต้านทานของมนุษย์ที่ไวต่อสิ่งที่มากระตุ้น ทำให้จาม หรือมีน้ำมูก ซึ่งการเป็นโรคภูมิแพ้นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ “เชื้อโรค” ขณะที่ “หวัด” เกิดจากเชื้อโรคที่เรียกว่า เชื้อไวรัส เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ทำให้น้ำมูกไหล

“สิ่งที่ทำให้เราแยกไม่ออก ก็ด้วยเหตุที่เราเรียก ยาแก้แพ้ เหล่านี้ว่า ยาลดน้ำมูก ซึ่งจริง ๆ ก็เรียกถูก แต่ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะยาเหล่านี้ใช้ลดน้ำมูกจากโรคภูมิแพ้เท่านั้น แต่เมื่อถูกนำมาใช้ลดน้ำมูกจากการเป็นหวัดด้วย น้ำมูกจึงไม่แห้ง อีกประเด็นที่สำคัญคือ ยาแก้แพ้มี 2 ประเภท (1) กินแล้วค่อนข้างง่วง (2) กินแล้วไม่ค่อยง่วง ซึ่งคนส่วนมากจะไปหาซื้อยาชนิดไม่ง่วงมากินเป็นหลัก โดยไม่รู้ว่ายาแก้แพ้ที่กินแล้วไม่ง่วงนั้น ไม่ออกฤทธิ์ลดน้ำมูกในคนที่เป็นหวัดเลย ส่วนยาที่กินแล้วง่วง ก็ออกฤทธิ์ได้บ้างเท่านั้น”

สรุปได้ว่าถ้าจะใช้ยา “แก้แพ้” คุณต้องเป็นโรคภูมิแพ้ พร้อมทำความเข้าใจใหม่ว่า “โรคหวัด” เป็นโรคที่ไม่มียารักษา แต่เป็นโรคซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่สามารถหายได้เอง จากภูมิต้านทานของร่างกาย

“ปฏิชีวนะ” ไม่ใช้พร่ำเพรื่อ

โอกาสที่วันรณรงค์สร้างความตระหนักในการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือ Antibiotic Awareness Day ทุกวันที่ 18 พฤศจิกายน โดยในปีนี้ร่วมรณรงค์ให้วันที่ 17-23 พฤศจิกายน เป็นสัปดาห์ส่งเสริมการให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงการใช้ยาปฏิชีวนะด้วย

ผศ.นพ.พิสนธิ์ ร่วมให้ความเห็นต่อประเด็นการใช้ยาปฏิชีวนะว่า สถานการณ์เชื้อโรคดื้อยาจากการใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยคนไทย และทั่วโลกต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาโรคนานขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจแก่สังคม เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่สมเหตุผลมากขึ้น โดยยาปฏิชีวนะ เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เมื่อกินเข้าไปทุกครั้ง ก็จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา

“บางคนเป็นหวัดพร้อมเจ็บคอ จะไปซื้อยาอมมาบรรเทาอาการ ข้อควรรู้ก็คือยาอมบางชนิดจะผสมยาปฏิชีวนะไว้ เมื่อกินเข้าไปทุกครั้ง ก็จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยามากขึ้น ตรงนี้คนที่ไปซื้อยากินเองควรถามเภสัชกรทุกครั้งว่า ยาอมที่จ่ายให้มา มีผสมยาปฏิชีวนะไว้หรือไม่ ถ้ามีก็ไม่ควรซื้อมากิน นอกจากนี้ สิ่งที่หลายคนมักจะได้คู่กันมา ก็คือยาแก้อักเสบ ชื่อยาที่มักใช้เรียกแทนยาปฏิชีวนะ ซึ่งแม้จะได้มากินเพิ่มเพื่อบรรเทาอาการก็ไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ขณะที่ยาปฏิชีวนะ เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย” คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย

พึงระลึกว่าปริมาณและประเภทของยาคือสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ หากต้องการกินยาเพื่อบรรเทาอาการ อย่าได้กินเกินขนาด หวังหายไว เพราะอาจได้รับอันตรายมากขึ้นด้วยเช่นกัน

กระโดดอย่างไรได้สุขภาพ

5 เหตุผลดี ๆ ที่การกระโดดทำให้เราแข็งแรงขึ้น

1. เป็นการบริหารร่างกายทุกส่วนเหมือนกับการว่ายน้ำที่ต้องใช้กำลังขาและแขนในการเคลื่อนไหว

2. เป็นการกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจทำให้เลือดลมสูบฉีดไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายได้เป็นปกติ

3. เป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกจึงช่วยลดอัตราความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้

4. ช่วยลดพุงได้ เพราะในขณะกระโดดเราสามารถควบคุมลมหายใจเข้า-ออกได้เพื่อเกร็งหน้าท้อง อีกทั้งการกระโดดยังช่วยเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการเดินถึง 2 เท่าเชียวนะ

5. เป็นการบริหารกล้ามเนื้อครบทุกส่วน โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก และกล้ามเนื้อแผ่นหลัง ดังนั้นเราจึงมีหุ่นเฟิร์มสวยได้ไม่ยากเลย

6. เป็นการบริการร่างกายที่กระเทือนข้อต่อน้อยกว่าการวิ่ง และให้ความสนุกมากกว่าด้วย

การกระโดดยังช่วยให้จิตใจเราแจ่มใสขึ้นอีกด้วย

4 ท่ากระโดดตัวอย่างที่น่าลอง

ใครที่อยากลองกระโดดบริหารกายดูบ้างแล้ว เรามี 4 ไอเดียท่ากระโดดมาฝาก และถ้าอยากใช้อุปกรณ์ช่วยเพิ่มความฟิตเช่น ดัมเบล หรือเชือกกระโดดก็สามารถนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับท่าได้ตามความพอใจเลยนะคะ

1. กระโดดแบบ Skip Jump หรือ กระโดดสลับขา คือการกระโดดโดยการก้าวขาหนึ่งไปข้าง ขาอีกข้างอยู่ข้างหลัง

2. กระโดดแบบ Jog Jump หรือ กระโดดเหยาะ ๆ คือการยืนด้วยขาชิดกัน แล้วกระโดดเหยาะ ๆ อยู่กับที่

3. กระโดดแบบ Hop Jump หรือ กระโดดข้าม ท่านี้สามารถทำได้ 2 แบบได้แก่ กระโดดข้ามด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งก้าวไปข้างหน้า และอีกท่าหนึ่งคือ กระโดดข้ามด้วยขาคู่

4. กระโดดแบบ Jack Jump หรือ กระโดดตบมือ นี่เป็นท่ากายบริหารยอดฮิตของเด็ก ๆ ก่อนจะเริ่มเรียนวิชาพละยังไงละคะ เราก็ลองเลียนแบบเด็ก ๆ เขาได้เหมือนกัน โดยการยืนกางแขน และยืนขาชิดติดกัน แล้วกระโดดกางขาออกไปพร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างยกขึ้นชิดกัน

รองเท้ากัดรักษาได้หายสนิท

รองเท้ากัดรักษาได้หายสนิท

1. น้ำมันมะพร้าว

ของดีจากธรรมชาติไม่ว่าจะนำมารับประทานหรือใช้แบบไหนก็ดูเหมือนจะได้ประโยชน์ไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ใช้รักษาอาการรองเท้ากัด เพราะจะช่วยให้แผลรองเท้ากัดนั้นมีความชุ่มชื้น แถมน้ำมันมะพร้าวยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วยล่ะ เพียงนำน้ำมันมะพร้าวผสมกับการบูรแล้วทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 2 ครั้ง แผลก็จะหายเร็วขึ้น หรือถ้าอยากป้องกันไม่ให้มีแผลรองเท้ากัดตั้งแต่แรก ก็สามารถนำสำลีชุบน้ำมันมะพร้าวเช็ดด้านในรองเท้าก่อนจะสวมใส่ก็ได้

2. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งมีฤทธิ์ในการรักษาแผล และถูกใช้ในการรักษาบาดแผลกันมาช้านาน ลดอาการอักเสบ รวมทั้งช่วยให้แผลเป็นที่เกิดจากรองเท้ากัดนิ่มลงอีกด้วย จะนำไปผสมกับน้ำมันงามาทาแผลหรือจะทาแผลด้วยน้ำผึ้งเลยก็ช่วยให้แผลหายเร็วได้เหมือนกัน

3. น้ำมันงาและผงขมิ้น

น้ำมันงาและผงขมิ้นต่างมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันและรักษาแผลรองเท้ากัดได้ทั้งนั้น โดยการนำน้ำมันงามาผสมกับผงขมิ้นแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล ผงขมิ้นจะช่วยลดการอักเสบและรักษาแผล ส่วนน้ำมันงาก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวบริเวณที่เป็นแผล ทำให้แผลหายง่ายขึ้น

4. มันฝรั่ง

มันฝรั่งบด หรือน้ำจากมันฝรั่งช่วยบรรเทาอาการอักเสบของแผลรองเท้ากัดได้ แถมยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น ยิ่งถ้าหากเติมน้ำมันสะระแหน่ และผงขมิ้นลงไปด้วยละก็ รับรองว่าแผลหายเร็วได้กลับมาใส่รองเท้าสวย ๆ เร็วขึ้นแน่นอน

5. ว่านหางจระเข้

สมุนไพรที่เรารู้จักกันดีอย่างว่านหางจระเข้ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยลดความร้อนและบรรเทาอาการอักเสบที่เกิดบนผิวหนัง ก็สามารถใช้ได้กับแผลรองเท้ากัดเหมือนกัน และก็ยังใช้ไม่ยากอีกด้วย แค่ฝานว่านหางจระเข้บาง ๆ มาวางที่แผลหรือจะใช้แบบเจลที่มีวางขายทั่วไปก็แล้วแต่ความสะดวก

6. น้ำแข็งก้อน

ถ้าหากเป็นแผลรองเท้ากัดแล้วเจ็บจนทนไม่ไหว แต่จะให้หาสมุนไพรมาทาเลยทันทีตอนที่อยู่ข้างนอกบ้านก็คงไม่สะดวกละก็ มองหาน้ำแข็งก้อนมาประคบดูสิ ความเย็นของน้ำแข็งสามารถช่วยให้อาการเจ็บที่แผลรองเท้ากัดบรรเทาลงได้ แต่ก็ควรนำน้ำแข็งห่อด้วยผ้าสะอาดก่อนแล้วค่อยประคบ ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้แผลถูกเชื้อโรคจนติดเชื้อได้

7. แป้งข้าวเจ้า

สงสัยล่ะสิว่าแป้งข้าวเจ้าจะช่วยรักษาแผลรองเท้ากัดได้อย่างไร ขอบอกเลยว่าแป้งข้าวเจ้าช่วยรักษาแผลเป็นจากรองเท้ากัดให้นิ่มลงได้ โดยการนำไปผสมน้ำเล็กน้อยให้เป็นเนื้อครีมแล้วพอกไว้บริเวณที่เป็นแผลเป็น ทิ้งเอาไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ไม่เกิน 1 เดือนแผลเป็นก็จะหายไปอย่างแน่นอน
8. สะเดา

ฤทธิ์ในการรักษาแผลและต้านการอักเสบของสะเดานั้นดีพอ ๆ กับผงขมิ้นเลยทีเดียว และยังช่วยลดความเจ็บปวดและรักษาแผลได้อีกด้วย ถ้าอยากลอง ให้นำใบสะเดามาฉีกให้พอแหลกแล้วนำไปปั่นรวมกับผงขมิ้นและน้ำต้มสุก นำมาพอกที่แผลวันละ 2 ครั้งไม่กี่วันแผลรองเท้ากัดที่กวนใจก็จะบรรเทาลง

9. แอลกอฮอล์เช็ดแผล

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าวิธีนี้มันสุดแสนจะโหด เพราะแอลกอฮอล์เช็ดแผลนั้นเวลาที่โดนแผลจะแสบสุด ๆ แต่ขอบอกว่าวิธีนี้ช่วยให้แผลรองเท้ากัดหายไวกว่าที่คิดนะ แถมยังฆ่าเชื้อโรคและลดการติดเชื้อได้อีกด้วย เพียงเช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์วันละ 2-3 ครั้ง ไม่กี่วันแผลก็จะยุบลง

10. แอสไพริน

แผลรองเท้ากัดส่วนใหญ่เกิดจากการเสียดสีจนเกิดการอักเสบและบวม ดังนั้นวิธีการรักษาที่ง่ายสุด ๆ ก็คือการรักษาอาการอักเสบและอาการบวมนั่นเอง และยาแอสไพรินก็เป็นยาที่รักษาอาการอักเสบและลดอาการบวมแดงได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำยาแอสไพรินมาบดเป็นผง ผสมน้ำให้เป็นเนื้อครีมแล้วพอกบริเวณแผลทิ้งเอาไว้ให้แห้งแล้วล้างออก ทำซ้ำ 2 ครั้งต่อวัน ไม่กี่วันแผลก็หายแล้ว

11. ยาสีฟัน

แปลกใจใช่ไหมล่ะว่า ทำไมยาสีฟันถึงสามารถรักษาแผลรองเท้ากัดได้ นั่นก็เป็นเพราะว่ายาสีฟันมีฤทธิ์เย็น ช่วยรักษาอาการบวมแดงและเป็นตุ่มน้ำใสได้ การใช้ยาสีฟันป้ายทิ้งไว้บริเวณแผลจะทำให้ตุ่มน้ำแห้งเร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดด้วย เช่นเดียวกับเวลาที่เราโดนน้ำร้อนลวก แค่เพียงนำยาสีฟันมาป้ายบริเวณแผลรองเท้ากัดแล้วทิ้งเอาไว้ 2 ชั่วโมง เช็ดออกให้สะอาดแล้วทาซ้ำด้วยเจลปิโตรเลียม ทำจนกว่าแผลจะหาย แค่นี้ก็เรียบร้อย
12. เลมอน

ปิดท้ายกันด้วยเลมอน ที่แม้ว่าอาจจะทำให้แผลแสบสักเล็กน้อยแต่ขอบอกว่า ความเป็นกรดในเลมอนสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ แถมยังช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็นจากรองเท้ากัดได้ด้วย วิธีใช้ก็ไม่ยาก เพียงนำสำลีชุบน้ำเลมอนเช็ดบริเวณแผล ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำวันละ 2 ครั้งประมาณ 1 สัปดาห์ แผลรองเท้ากัดก็จะหาย

5 ส่วนประกอบในอาหาร

5 ส่วนประกอบในอาหาร

1. กลูเตน

กลูเตนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในอาหารประเภทข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, คามุท และข้าวไรย์ โดยกลูเตนจัดเป็นโปรตีนเหนียวหนักที่ส่งผลต่อระบบการดูดซึมของลำไส้ และเป็นสาเหตุของความแปรปรวนในระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งระบบย่อยอาหารอีกด้วย ดังนั้นผู้ป่วยโรคช่องท้องส่วนใหญ่จึงมักถูกตรวจพบว่ามีอาการแพ้กลูเตนร่วมด้วยนั่นเอง ทว่าอาการแพ้กลูเตนในบางรายก็ไม่ได้แสดงออกเป็นโรคทางช่องท้อง แต่แสดงอาการแพ้ด้วยอาการอักเสบของระบบประสาทและเซลล์สมอง

โดยผลการศึกษาก็พบว่า อาการแพ้กลูเตนสามารถส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับไขสันหลังและระบบประสาทนอกส่วนกลาง, เกิดภาวะจิตเภท, ความจำด้อยประสิทธิภาพ, ภาวะสมองเสื่อม และความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทอื่น ๆ ได้อีกด้วย

2. สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล

สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่โหมใช้กันในผลิตภัณฑ์โลว์ชูก้าหรือผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างว่าปราศจากน้ำตาลทุกชนิด แท้จริงแล้วมีสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งมีส่วนประกอบของเคมี เช่น กรดแอสพาติก สารที่กระตุ้นเซลล์สมอง, เมทานอล และฟินิลลาลานีน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสารเคมีตัวการของอาการเนื้องอกในสมอง

นอกจากนี้กรดแอสพาติกยังเป็นสาเหตุของอาการวิตกกังวล, พูดไม่ชัด, ความเครียด และไมเกรนอีกด้วย ฉะนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลดีกว่า โดยส่วนมากก็จะพบในน้ำอัดลม, โยเกิร์ตปราศจากน้ำตาล, หมากฝรั่งโลว์ชูก้า, ซอสปรุงรส, น้ำหวานปรุงแต่งกลิ่น สี และรสสังเคราะห์, ซีเรียล และผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาลทุกชนิด

3. ผงชูรส

ผงชูรสเป็นสารประกอบที่มีโครงสร้างคล้ายเกลือ ใช้เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น โดยสารเคมีในผงชูรสจะเข้าไปล็อบบี้สมองให้รู้สึกว่าอาหารจานนั้น ๆ มีรสชาติอร่อยจนในที่สุดสมองก็หลั่งโดพามีนออกมาเกินความจำเป็น

ดังนั้นเมื่อรับประทานอาหารที่เติมผงชูรสเป็นประจำ สารอาหารเหล่านี้ก็จะเข้าไปรบกวนการทำงานของสมองและระบบประสาท เป็นสาเหตุของโรคพาร์คินสัน, อัลไซเมอร์, ภาวะสมองเสื่อม, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) และอาการผิดปกติทางระบบประสาทและสมองอื่น ๆ

4. น้ำตาลที่ผ่านการฟอกขาว

น้ำตาลฟอกขาวหรือน้ำตาลทรายขาวที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันแสดงได้ถึงความนิยมของผู้บริโภค แต่หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าน้ำตาลทรายขาวที่ผ่านกระบวนการฟอกสีมาจนดูบริสุทธิ์นั้นแฝงอันตรายต่อสุขภาพและสมองของเราเท่าไร

โดยเคมีจากน้ำตาลทรายขาวจะเข้าไปยับยั้งการผลิตอาหารของเซลล์ประสาทสมอง (BDNF) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญของโกรทฮอร์โมนในเซลล์สมอง ขัดขวางให้เซลล์ประสาทสมองไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทบกับความสามารถของสมองในด้านการจดจำ

อีกทั้งน้ำตาลทรายขาวยังเป็นสาเหตุของอาการอักเสบ ซึ่งก็กระทบกับระบบภูมิคุ้มกันและระบบย่อยอาหารไปด้วย และหากอาการอักเสบที่ว่าเป็นอาการอักเสบชนิดเรื้อรัง อาจส่งผลให้เป็นโรคจิตเภทและโรคซึมเศร้าได้

5. ฟลูออไรด์

ผลการศึกษาจาก The Fluoride Action Network แสดงให้เห็นว่า การบริโภคฟลูออไรด์ สามารถส่งผลให้ระดับ IQ ของผู้บริโภคลดลง และผลการทดลองของ UNICEF ก็พบว่า ระดับ IQ ของเราจะลดลงเมื่อบริโภคฟลูออไรด์แค่ประมาณ 0.88 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร เท่านั้น

วิธีทำให้ฟันขาว ด้วย 5 สูตร

สูตรไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ + เบกกิ้งโซดา + น้ำมะนาว

มีหลายคนเลยที่นิยมนำน้ำมะนาวมาช่วยให้ฟันขาวขึ้น แต่ถ้าอยากเพิ่มประสิทธิภาพให้มากกว่าเดิม ลองใส่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และเบกกิ้งโซดาลงไปในน้ำมะนาวด้วยสิ แล้วค่อยใช้แปรงสีฟันไปจุ่มส่วนผสม แล้วมาขัด ๆ ถู ๆ ที่ฟัน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ

สูตรผงขมิ้น

นอกจากผงขมิ้นจะดีต่อผิวแล้ว ก็ยังช่วยเปลี่ยนฟันเหลือง ๆ ให้ขาวขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในผงขมิ้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต่อต้านแบคทีเรียนั่นเอง แค่นำแปรงสีฟันที่เปียกหมาด ๆ มาจุ่มผงขมิ้นเล็กน้อย แล้วนำมาแปรงฟัน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วค่อยบ้วนออก หลังจากนั้นแปรงด้วยยาสีฟันปกติ ทำอย่างสม่ำเสมอรับรองว่าฟันขาวขึ้นแน่นอน

สูตรผงถ่าน (Activated Charcoal)

ฟันเหลืองจนหมดความมั่นใจไม่ต้องกังวล แค่หยิบแปรงสีฟันเปียก ๆ มาจุ่มผงถ่านแล้วนำมาขัดถูฟันให้นานสักพัก พอล้างออกแล้วแปรงด้วยยาสีฟันปกติ เท่านี้ฟันก็จะขาวขึ้นจนรู้สึกได้หลังแปรงเลยแหละ

สูตรเปลือกกล้วย

เปลือกกล้วยที่กินทุก ๆ เช้าน่ะอย่าไปทิ้ง เพราะแค่นำมาถู ๆ บนฟันและเหงือก ก็จะช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้ด้วย เพราะในเปลือกกล้วยเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยให้ฟันขาวขึ้นได้นั่นเอง

สูตรออยล์ พูลลิ่ง (Oil Pulling)

สาว ๆ คงเคยได้ยินคำว่า ออยล์ พูลลิ่ง หรือ การอมน้ำมันมะพร้าวกลั้วปากแล้วบ้วนทิ้งกันมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ บอกเลยว่าวิธีนี้ดีมาก ๆ ต่อสุขภาพ แถมยังทำให้ฟันของคุณขาวขึ้นได้ด้วย

วิธีนวดรักษาไมเกรนด้วยตัวเอง

วิธีนวดรักษาไมเกรนด้วยตัวเอง

1. เริ่มจากประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ใช้นิ้วโป้งคลำหาเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งตึงให้เจอ

2. เมื่อเจอเส้นแข็งบริเวณต้นคอแล้ว ให้ใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างนวดคลึงไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2-3 นาที หรือจนกว่าเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งจากการหดเกร็งจะคลายตัวจนนิ่มลง โดยการนวดจุดนี้จะช่วยคลายความเมื่อยล้าของสายตาได้เป็นอย่างดี

3. หากรู้สึกเมื่อยนิ้วโป้งสามารถเปลี่ยนท่ามาใช้อุ้งมือนวดเส้นแข็งแทนได้

4. นวดเส้นกล้ามเนื้อท้ายทอยจนคลายตัวแล้ว ให้เปลี่ยนมากดจุดเจ็บบริเวณกกหู โดยใช้นิ้วโป้งคลำดูเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งและนูนออกมา ณ จุดนี้

5. ค่อย ๆ ใช้นิ้วโป้งกดจุดเจ็บเบา ๆ พยุงศีรษะอีกด้านไว้ด้วยมืออีกข้าง แล้วกดจุดพร้อมกับเงยศีรษะขึ้นข้างบน ท่านี้อาจทำให้มีเสียงในกกหูหรือมีอาการหูอื้อ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะเป็นผลจากการที่เรากดจุดเท่านั้น อีกสักพักอาการจะหายไปเอง

6. เมื่อกดจุดเจ็บจนรู้สึกดีขึ้น ให้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างคลำหาเส้นที่แข็งบริเวณด้านหลังศีรษะ โดยคลำไล่ขึ้นไปด้านบน

7. เมื่อเจอจุดที่กล้ามเนื้อหดเกร็งจนแข็ง ให้ค่อย ๆ คลึงไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งศีรษะ

8. เสร็จแล้วให้เปลี่ยนมานวดด้านหน้าบริเวณกกหูถึงขมับ โดยจุดนี้มักจะพบว่าเส้นเลือดแดงมีการหดตัวในขณะที่เส้นเลือดแดงรอบ ๆ ศีรษะขยายตัว จึงทำให้บริเวณขมับมีอาการบวม เกิดอาการปวดศีรษะได้

9. ใช้นิ้วมือทั้ง 4 นิ้ว (ยกเว้นนิ้วโป้ง) เสยจากขมับย้อนไปหลังกกหู เพื่อให้เลือดเกิดการไหลเวียนดีขึ้น เสยรีดเส้นเลือดไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าอาการบวมที่ขมับลดลง จากนั้นสลับมาทำที่ขมับอีกข้างหนึ่ง

10. เมื่อรู้สึกผ่อนคลายขมับมากขึ้น ให้เปลี่ยนมานวดเสยจากหน้าผากขึ้นไปยังศีรษะต่อ

11. ถัดมาให้นวดที่ฐานคิ้ว โดยถ้าคลำไปจะพบเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งบริเวณคิ้ว ให้ค่อย ๆ ใช้ข้อนิ้วรีดเส้นแข็งนั้นเรื่อย ๆ จนกล้ามเนื้อคลายตัวลง

12. เปลี่ยนมานวดที่ใต้ฐานคิ้วเบา ๆ จนอาการปวดดีขึ้น

13. เสร็จแล้วให้ใช้ข้อนิ้วนวดเบา ๆ ที่ขอบตา เป็นการบริหารกล้ามเนื้อดวงตาให้ผ่อนคลายหายจากอาการปวด

14. บริหารดวงตาต่อโดยกรอกตาอย่างช้า ๆ ไปด้านขวา ด้านซ้าย ด้านบน และด้านล่าง อย่างละ 30 ครั้ง

10 วิธีทำให้หายนอนกรนง่าย ๆ

10 วิธีทำให้หายนอนกรนง่าย ๆ
วิธีแก้นอนกรนที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนท่านอน จากที่เคยนอนหงาย ซึ่งเป็นท่าที่สะดวกกับการกรนมากที่สุด มาเป็นท่านอนตะแคง โดยอาจจะนอนกอดหมอนข้างไปด้วยก็จะช่วยให้คุณอยู่ในท่านอนตะแคงได้นานขึ้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้กรนน้อยลงหรือเลิกกรนไปเลยได้แล้ว

2. นอนหงายก็ได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข

หากท่านอนหงายเป็นท่าที่คุณนอนหลับสบายที่สุด ลองนอนโดยไม่ต้องมีหมอนรองศีรษะดูสิคะ หรือจะนอนหนุนหมอนแต่ใช้ผ้าขนหนูหนุนใต้คางเพื่อให้ปากปิดอยู่ตลอดก็ได้ วิธีนี้ก็จะช่วยแก้การนอนกรนได้เหมือนกัน

3. ลดความอ้วน

ถ้าตอนนี้คุณเป็นคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานอยู่ แล้วพบว่าตัวเองนอนกรน ความอ้วนอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณนอนกรนก็ได้ เพราะเมื่อร่างกายมีเนื้อหนังรอบคอ (รวมทั้งทั่วตัว) ที่่แน่นจนเกินไป อาจทำให้กดหลอดลมหายใจจนหายใจไม่สะดวก ทีนี้ก็เลยกรนซะเสียงดังยังไงล่ะ ฉะนั้นมาลดความอ้วนกันเถอะ

4. งดดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง และสามารถส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนด้านหลังลำคอตึงเครียดได้ จนทำให้เกิดการนอนกรน โดยเฉพาะหากคุณดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน 4-5 ชั่วโมง อาการนอนกรนจะยิ่งทวีความรุนแรง ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ก็งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดีกว่าเนอะ

5. ตัดขาดจากบุหรี่

บุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบการหายใจของเราผิดปกติไป ซึ่งไม่ต้องเดาก็น่าจะรู้ว่าบุหรี่มีเอี่ยวกับปัญหานอนกรนแน่ ๆ แถมบุหรี่ยังไม่เคยดีต่อสุขภาพของเราด้วย สิงห์อมควันทั้งหลายเลิกบุหรี่

6. ซักเครื่องนอนให้สะอาด

ความสกปรกและเชื้อโรคที่เกาะอยู่ตามหมอน ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอนของคุณล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุให้การหายใจในระหว่างนอนหลับติดขัดได้ ดังนั้นหากไม่อยากนอนกรนก็ควรต้องนำเครื่องนอนที่ใช้ไปซักบ่อย ๆ

7. เพิ่มความชื้นให้ห้อง

โดยเฉพาะห้องนอนที่เปิดแอร์ตลอด ควรหาอ่างใส่น้ำมาวางไว้ข้าง ๆ เตียงเพื่อเพิ่มความชื้นในห้องนอนให้สมดุล เนื่องจากหากนอนหลับในห้องที่มีความชื้นไม่สมดุล อากาศภายในห้องนอนอาจรบกวนระบบหายใจจนทำให้นอนกรนได้นั่นเอง

8. นอนหลับให้เพียงพอ

การโหมงานหนักหามรุ่งหามค่ำ หรือฝึกให้ตัวเองนอนน้อยจนชิน อาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ในร่างกายอ่อนล้าลงได้เหมือนกัน และเมื่อกล้ามเนื้อส่วนด้านหลังลำคอไม่ได้อยู่ในลักษณะที่ทำให้หายใจได้สะดวกแล้ว อาการนอนกรนก็จะมาเยือนคุณในตอนนี้นี่แหละค่ะ ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่านอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ดีกว่า ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วย

9. ล้างจมูกบ้าง

สาเหตุของการนอนกรนหลัก ๆ อยู่ที่ความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นถ้าทำยังไงก็ไม่หายกรนสักทีลองวิธีล้างจมูกช่วยก็ได้ค่ะ ไม่แน่ว่าภายในจมูกของเราอาจมีขี้มูกหรือสิ่งตกค้างเข้าไปอุดตันจนทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวกเวลาที่นอนหลับก็ได้

10. ใช้ยารักษาโรคภายใต้การดูแลของแพทย์

ยาบางประเภทมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง และมีผลต่อสมองไม่ต่างจากแอลกอฮอล์ เช่น ยาแก้หวัดบางชนิด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการนอนกรนได้ ดังนั้นหากคุณจำเป็นต้องใช้ยาชนิดใดก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

5 ประโยชน์ดี ๆ ที่ได้ง่าย ๆ แค่ทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้น

5 ประโยชน์ดี ๆ ที่ได้ง่าย ๆ แค่ทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้น

1. ช่วยลดน้ำหนักได้ดีขึ้น เอวบางลง

การกินอาหารเย็นเร็วขึ้นจะทำให้ร่างกายมีเวลาเบิร์นแคลอรีออกไปได้หมด หรืออย่างน้อยก็ได้เบิร์นอาหารที่กินเข้าไปได้มากเท่าที่ระบบเผาผลาญจะทำได้ไหว ซึ่งก็จะช่วยให้ไม่เกิดไขมันสะสมในร่างกาย อันเป็นที่มาของความอ้วนท้วนได้

นอกจากนี้ผลการวิจัยในชั้นเซลล์ระบบเผาผลาญ (Cell Metabolism) ยังพบว่า หนูที่กินอาหารเย็นเร็วขึ้น โดยทิ้งห่างจากมื้อเช้าของวันถัดไปราว 16 ชั่วโมง จะมีรอบเอวที่เล็กและบางกว่าหนูที่กินอาหารเย็นตามปกติ ทั้งที่ก็กินอาหารในปริมาณเท่า ๆ กัน ซึ่งนักวิจัยก็ได้อธิบายไว้ว่า การทิ้งช่วงอาหารเย็นให้ยาว ๆ ก่อนที่ร่างกายจะได้รับมื้อเช้าในวันรุ่งขึ้น เป็นการปล่อยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายมีไขมันสะสมจากอาหารที่เบิร์นไม่หมดน้อยกว่าเดิมนั่นเอง

2. แก้นอนไม่หลับได้

สำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารเย็นช่วงหัวค่ำ หรืออาจเลื่อนไปเป็นมื้อดึกแทน ขอเดาเลยว่าคุณน่าจะเจอปัญหานอนไม่หลับอยู่บ่อย ๆ เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารเย็นในเวลาที่ใกล้เข้านอน อาหารที่กินเข้าไปอาจยังย่อยไม่หมด และระบบเผาผลาญก็ต้องทำโอทีเพื่อที่จะเบิร์นอาหารเย็นเหล่านี้จนจบสิ้นกระบวนการ แล้วอย่างนี้เราจะนอนหลับสบายได้ยังไง

อีกทั้งผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Mind and Body ยังเตือนมาด้วยว่า หากเข้านอนในขณะที่อิ่มจัดก็อาจกระตุ้นให้คลื่นสมองทำงานและก่อฝันร้ายได้เช่นกัน ดังนั้นการเลื่อนเวลารับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ก็จะช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับและฝันร้ายได้ เนื่องจากร่างกายจะมีเวลาเผาผลาญอาหารเย็นได้มากขึ้น

3. ลดความเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน

เราน่าจะพอรู้ ๆ กันมาอยู่บ้างว่าพฤติกรรมกินแล้วนอนทันทีจะเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนให้ต้องทรมาน เพราะหากเรานอนทั้ง ๆ ที่กระเพาะอาหารยังย่อยอาหารไม่หมด กรดในกระเพาะอาหารอาจจะไหลย้อนมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอันตรายต่อหลอดอาหารและเยื่อบุในหลอดอาหารที่มีความบอบบาง กระทั่งก่อให้เกิดอาการอักเสบตามมาได้ ดังนั้นทางที่ดีเราจึงควรกินอาหารเย็นก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง หรือไม่ก็ลองเลื่อนเวลารับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้นจากเดิมสักหนึ่งชั่วโมง

4. เพิ่มความกระฉับกระเฉงให้ร่างกาย

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากเราสามารถกินอาหารเย็นในช่วงเวลาที่ห่างจากมื้อกลางวันไม่มากเกินไป (ห่างจากมื้อกลางวันไม่เกิน 4 ชั่วโมง) ระบบต่าง ๆ ก็จะทำงานกันได้อย่างเต็มที่ ทว่าหากกินมื้อเย็นเลทมากจนเกือบจะเป็นมื้อดึก ร่างกายอาจเข้าสู่โหมดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เหนื่อย อ่อนล้า และอาจจะทำให้รู้สึกหิวหนักมาก ลงท้ายด้วยการกินแบบไม่บันยะบันยัง เป็นการสะสมไขมันในร่างกายจนทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคได้

5. ปลอดภัยจากความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

การมีไขมันสะสมอยู่ในร่างกายมาก ๆ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่กินมื้อเย็นแบบจัดหนักมาโดยตลอด แถมยังกินมื้อเย็นค่อนข้างจะดึกด้วย แคลอรีจากอาหารที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมดอาจเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันได้ในที่สุด